Thursday, November 10, 2022

ครั้งที่ 14

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : การสะท้อนคิด สิ่งที่เราได้เรียนรู้ว่าทั้งเทอมนี้และความรู้สึกในการเรียน ในส่วนของความรู้เราได้เรียนรู้ องค์ประกอบของเด็กปฐมวัย การออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย คุณลักษณะของบุคคลในศตวรรษที่ 21 ทฤษฎีการพัฒนาเด็ก เรายังได้ทักษะ เช่น กราเขียนให้มีหัว การทำมายแมปปิ้ง หรือไม่ว่าจะเป็นการทำของเล่นที่เราครทำให้หลากหลายแบบ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ การพูดคุยกับเด็กโดยให้เด็กได้ใช้ทักษะการคิด มีการคิดบทบาทสมมติแและออกไปแสดงให้เพื่อนได้ดู บทบาทสมมติจะเกี่ยวกับการพูดหรือการให้เด็กได้ใช้ทักษะด้านการคิด นอกจากเด็กจะได้การคิดและเด็กยังได้รู้จักกับสิ่งของต่างที่ในลักษณะที่เราบอกเด็ก เช่น ช่วยไปหยิบปากกาสีดำบนโต๊ะหน่อยค่ะ เด็กได้คิดว่าอันนี้ใช่ปากกาไหมนะ เด็กได้รู้จักโต๊ะ รู้จักสี



ครั้งที่ 13

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ทฤษฎีพัฒนาของเด็กประกอบไปด้วย 4 ด้าน 1.ด้านร่างกาย 2.ด้านสติปัญญา 3.ด้านสังคม 4.ด้านอารมณ์ 

ด้านร่างกายจะเป็นทฤษฎีของ กีเชล ได้สร้างเกณฑ์มาตรฐานสำหรับวัดพฤติกรรมของเด็กในแต่ละระดับ เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรม ซึ่งเขาได้แบ่งพัฒนาการของเด็กที่ต้องการวัดและประเมินออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่

                        1. พฤติกรรมทางการ                        2. พฤติกรรมทางการปรับตัว
                        3. พฤติกรรมทางการใช้ภาษา             4. พฤติกรรมส่วนตัวและสังคม

ด้านสติปัญญาจะเป็นทฤษฎีของ เพียงเจต์ เพียเจต์ได้แบ่งลำดับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาไว้ 4 ขั้น

1.       ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว 

2.       ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด 

3.       ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรม

4.       ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม

 

ด้านสังคมจะเป็นทฤษฎีของ แบนดูรา  ขั้นตอนการเรียนรู้โดยการสังเกตหรือเลียนแบบมี 2 ขั้น

ขั้นที่ 1 ขั้นการได้รับมาซึ่งการเรียนรู้ (Acquisition) ทำให้สามารถแสดงพฤติกรรมได้

                    สิ่งเร้าหรือการรับเข้า           >                  บุคคล    

 ขั้นที่ 2 เรียกว่าขั้นการกระทำ (Performance) ซึ่งอาจจะกระทำหรือไม่กระทำก็ได้

                    สิ่งเร้าหรือการรับเข้า            >                 บุคคล              

ด้านอารมณ์จะเป็นทฤษฎีของ ฟรอยด์  ฟรอยด์ แบ่งขั้นตอนพัฒนาการออกเป็น 5 ลำดับ

1.       1.ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะปาก

2.       2.ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะ ทวารหนัก

3.       3.ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะเพศปฐมภูมิ 

4.       4.ขั้นแสวงหาความสุขจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว

5.      5. ขั้นแสวงหาความสุขจากแรงกระตุ้นของทุติยภูมิทางเพศ




ครั้งที่ 12

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : คุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นคนที่มีคุณลักษณะ 3r8c ประกอบไปด้วย 

 Reading-อ่านออก(W)Riting-เขียนได้(A)Rithmatic-มีทักษะในการคำนวณ 

8c ประกอบไปด้วย 

  • Critical Thinking and Problem Solving : มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้
  •  Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม
  •  Collaboration Teamwork and Leadership : ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ
  •  Communication Information and Media Literac
  • y : ทักษะในการสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ
  •  Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม
  •  Computing and ICT Literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี
  •  Career and Learning Skills : ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้
  •  Compassion : มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย
อาจารย์ให้ออกแบบการนำเสนอให้น่าสนใจ และเข้ากับเนื้อหา โดยการทำงานเป็นกลุ่มต้องวางแผนและปรึกษาหารือกันก่อนว่าจะทำออกมาเป็นรูปแบบไหน ผลสรุปที่ได้ของกลุ่มพวกเรา คือ โรส แมป 


Tuesday, September 27, 2022

ครั้งที่ 11

        การจะพัฒนามนุษย์ให้เป็นประชากร ที่มีคุณภาพมีปัจจัย 2 ด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1) ปัจจัยด้านพันธุกรรม และ 2) ปัจจัยด้านสภาพ แวดล้อม โดยพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดขีดความ สามารถหรือแนวโน้มของพัฒนาการ พัฒนาการเด็กที่ดีว่า เริ่มต้นจาก ครอบครัว เด็กจะเติบโตมีคุณภาพชีวิตและ บุคลิกภาพเช่นไร จะเป็นคนดีมุ่งทำประโยชน์แก่ สังคมหรือจะเป็นคนด้อยสมรรถภาพ สร้างปัญหา แก่ตนและสังคม ส่วนหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับสภาพ ครอบครัวและวิธีการอบรมเลี้ยงดูจากบุคคลใน ครอบครัวเป็นสำคัญ


      Baumrind ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างพฤติกรรมของเด็กและรูปแบบการอบรม เลี้ยงดู ตลอดจนศึกษาทัศนคติของบิดามารดาที่ ส่งผลต่อรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง และ ต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20 ปี คือ ตั้งแต่ ค.ศ. 1966 เรื่อยมาจนถึง ค.ศ. 1991 
      ในปี ค.ศ. 1967 Baumrind (1967, cited in Baumrind, 1971) ได้ศึกษาเด็กก่อนวัยเรียน และ ผู้ปกครองของเด็กโดยการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน ประกอบกับการสัมภาษณ์ ผู้ปกครองและสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง กับเด็กที่บ้าน จากการศึกษาดังกล่าว Baumrind ได้ทำการวิเคราะห์แบ่งองค์ประกอบพฤติกรรมของ บิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรออกเป็น 2 มิติ

      1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) คือ การที่บิดามารดา กำหนดมาตรฐานสำหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทำ ตามมาตรฐานที่บิดามารดาได้กำหนดไว้ 
      2. มิ ติ ก า ร ต อ บ ส น อ ง ค ว า ม รู้ สึ ก เ ด็ ก (Responsive) คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความ ต้องการของเด็กด้วยดี เปิดโอกาสให้เด็กคิดและ ตัดสินใจด้วยตนเอง 

        Baumrind (1971) ได้ผสมผสาน 2 มิติ ดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ
 ดังนี้ 
1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการ ตามวุฒิภาวะของเด็ก
2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดามีความเข้มงวดเรียกร้องสูง แต่ ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง
3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style) คือ การอบรมเลี้ยง ดูที่บิดามารดาปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามการ ตัดสินใจของเด็กโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต
4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style) เป็นการอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนอง ความต้องการของเด็ก ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก น้อยมาก บิดามารดากลุ่มนี้จะเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับไม่เรียกร้องหรือวางมาตรฐานพฤติกรรมใดๆ 

                การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ในประเทศไทย
1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative)
2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian) 
3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive)
4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved) 

ครั้งที่ 10

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : การจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก    เพราะการเล่นเป็นประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยของเล่นที่เลือกทำก็ คือ จับคู่สี จับคู่สัตว์ หรือจะเป็นการเรียงเลขก็ได้ โดยของเล่นชิ้นนี้สามารถเล่นได้หลากหลายรูปแบบ โดยอาจารย์แนะนำให้หากล่องมาเก็บของ เพื่อง่ายต่อการเก็บ





ครั้งที่ 9

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ :   ได้เรียนรู้การนำสิ่งของเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นสื่อของเล่น โดยการออกความคิดรวมกันในการที่จะทำสื่อของเล่นจากขวดน้ำ เราจะทำของเล่นให้เข้ากับในแต่ละช่วงวัยได้อย่างไร ร่วมมือร่วมใจกันออกความคิดแสดงความคิดเห็น เด็กในแต่ละช่วงวัยจะมีการพัฒนาการที่แตกต่างกัน ของเล่นที่จะเล่นก็แตกต่างกันไป เพื่อให้สอดคล้องกันในช่วงวัยต่างๆของเด็ก


ในช่วงวัย แรกเกิด ถึง 1 ปี หัดให้เด็กนั่งเอง หัดคลานไปหาสิ่งของต่างๆ เล่นจ๊ะเอ๋ ตบแผะ หัดให้หยิบจับสิ่งของเล็กๆด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้ แล้วเอาเข้าปาก เล่นปาของลงพื้นให้เกิดเสียงดัง เด็กเริ่มจะยกคอหรือศีรษะเพื่อดูโมบายในที่นอน จึงเลือกทำโมบายปลาหมึก เมื่อเด็กเห็นโมบายก็จะเอามือคว้าลงมา ทำให้เด็กได้ขยับร่างกาย

วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กแรกเกิดถึง1ปีสามารถเริ่มขยับร่างกายได้

ส่งเสริมพัฒนาการ พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา

วิธีเล่น แขวนไว้ให้สูงกว่าตัวเด็ก ให้เด็กมองดูแล้วเด็กจะพยายามจับซึ่งเด็กก็จะได้ขยับร่างกาย

ประโยชน์ เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย 





เด็กอายุ 1 ปี ถึง 2 ปี พาเดินเล่นบ่อยๆ หัดพูดเป็นคำๆจากสิ่งต่างๆแวดล้อมตัวเด็ก สอนให้ร้องเพลง เต้นตามจังหวะ เด็กจะมีความสนใจในเสียง จึงเลือกขวดแซก ให้กับเด็กในวัยนี้ เด็กจะเพลิดเพลินไปกับการเขย่าขวดและเสียงจังหวะในการเขย่า
วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กได้รู้จักใช้ร่างกายเคลื่อนไหว ขยับแขน ร่างกายในส่วนต่างๆ
วิธีเล่น เขย่าของเล่นให้เกิดเสียงต่างๆ เป็นจังหวะ
ประโยชน์ เด็กจะได้รู้การใช้ร่างกายมากขึ้น มีการจดจำเสียงจากของเล่น

 



เด็กอายุ 2 ปี ถึง 3 ปี

ส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง การวิ่งเล่น การเข้ากลุ่มกับเด็กอื่น ฝึกหัดการขีดเขียน ฝึกหัดการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน จึงเลือกกิจกรรมจับคู่สี เรียงตัวเลข ให้เด็กในช่วงอายุนี้ เพื่อให้เด็กได้จดจำสี ตัวเลข สัตว์

การส่งเสริม เด็กจะได้พัฒนาการส่งเสริมทางด้านร่างกายจากการขยับ พัฒนาการทางด้านภาษาจากการเลี้ยงตัวอักษรหรือตัวเลข

วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กได้รู้จักจดจำตัวเลข ตัวอักษร ได้

วิธีเล่น หมุนฝาขวดให้เรียงเลขจาก 1-10 หรือตัวอักษรที่เราทำไว้

ประโยชน์ เด็กจะได้เริ่มคิดและจดจำจากกิจกรรมที่ทำโดยการหมุนฝาขวดเรียงตามเลขหรือสีตัวอักษรเป็นต้น














ครั้งที่ 8

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ได้เรียนรู้วิธีการเขียน mind map ได้ถูกต้องโดยต้องแบ่งหน้าส่วนกระดาษให้สมดุลกัน วิธีเขียนควรเขียนตัวหนังสือให้มีหัว การแยกออกเป็นส่วนๆควรแยกให้ถูกต้อง มีวิธีการโยงเส้น และควรสรุปใจความสำคัญ ไม่ควรใส่เนื้อหาเยอะเกินไป mind map แผ่นนี้หนูทำไปหลายแผ่นมาก กว่าจะได้อันที่ถูกต้องที่สุด ทำให้เราจดจำวิธีการเขียนได้ถูกต้องมากที่สุด เนื้อหาไหนที่สามารถแตกได้อีก ก็แตกออกไปได้ แต่ควรวางแผนก่อนลงมือทำ เพราะจะทำให้การเขียนของเราไม่พอ หรือถ้าเยอะเกินไปไม่สมดุลกับอีกฝั่ง จะทำให้ดูไม่สวยงาม


ครั้งที่ 14

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : การสะท้อนคิด สิ่งที่เราได้เรียนรู้ว่าทั้งเทอมนี้และความรู้สึกในการเรียน ในส่วนของความรู้เราได้เรียนรู้ องค์ประกอบของเด...