Tuesday, September 27, 2022

ครั้งที่ 11

        การจะพัฒนามนุษย์ให้เป็นประชากร ที่มีคุณภาพมีปัจจัย 2 ด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1) ปัจจัยด้านพันธุกรรม และ 2) ปัจจัยด้านสภาพ แวดล้อม โดยพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดขีดความ สามารถหรือแนวโน้มของพัฒนาการ พัฒนาการเด็กที่ดีว่า เริ่มต้นจาก ครอบครัว เด็กจะเติบโตมีคุณภาพชีวิตและ บุคลิกภาพเช่นไร จะเป็นคนดีมุ่งทำประโยชน์แก่ สังคมหรือจะเป็นคนด้อยสมรรถภาพ สร้างปัญหา แก่ตนและสังคม ส่วนหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับสภาพ ครอบครัวและวิธีการอบรมเลี้ยงดูจากบุคคลใน ครอบครัวเป็นสำคัญ


      Baumrind ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างพฤติกรรมของเด็กและรูปแบบการอบรม เลี้ยงดู ตลอดจนศึกษาทัศนคติของบิดามารดาที่ ส่งผลต่อรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง และ ต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20 ปี คือ ตั้งแต่ ค.ศ. 1966 เรื่อยมาจนถึง ค.ศ. 1991 
      ในปี ค.ศ. 1967 Baumrind (1967, cited in Baumrind, 1971) ได้ศึกษาเด็กก่อนวัยเรียน และ ผู้ปกครองของเด็กโดยการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน ประกอบกับการสัมภาษณ์ ผู้ปกครองและสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง กับเด็กที่บ้าน จากการศึกษาดังกล่าว Baumrind ได้ทำการวิเคราะห์แบ่งองค์ประกอบพฤติกรรมของ บิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรออกเป็น 2 มิติ

      1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) คือ การที่บิดามารดา กำหนดมาตรฐานสำหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทำ ตามมาตรฐานที่บิดามารดาได้กำหนดไว้ 
      2. มิ ติ ก า ร ต อ บ ส น อ ง ค ว า ม รู้ สึ ก เ ด็ ก (Responsive) คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความ ต้องการของเด็กด้วยดี เปิดโอกาสให้เด็กคิดและ ตัดสินใจด้วยตนเอง 

        Baumrind (1971) ได้ผสมผสาน 2 มิติ ดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ
 ดังนี้ 
1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการ ตามวุฒิภาวะของเด็ก
2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดามีความเข้มงวดเรียกร้องสูง แต่ ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง
3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style) คือ การอบรมเลี้ยง ดูที่บิดามารดาปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามการ ตัดสินใจของเด็กโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต
4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style) เป็นการอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนอง ความต้องการของเด็ก ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก น้อยมาก บิดามารดากลุ่มนี้จะเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับไม่เรียกร้องหรือวางมาตรฐานพฤติกรรมใดๆ 

                การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ในประเทศไทย
1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative)
2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian) 
3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive)
4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved) 

ครั้งที่ 10

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : การจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก    เพราะการเล่นเป็นประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยของเล่นที่เลือกทำก็ คือ จับคู่สี จับคู่สัตว์ หรือจะเป็นการเรียงเลขก็ได้ โดยของเล่นชิ้นนี้สามารถเล่นได้หลากหลายรูปแบบ โดยอาจารย์แนะนำให้หากล่องมาเก็บของ เพื่อง่ายต่อการเก็บ





ครั้งที่ 9

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ :   ได้เรียนรู้การนำสิ่งของเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นสื่อของเล่น โดยการออกความคิดรวมกันในการที่จะทำสื่อของเล่นจากขวดน้ำ เราจะทำของเล่นให้เข้ากับในแต่ละช่วงวัยได้อย่างไร ร่วมมือร่วมใจกันออกความคิดแสดงความคิดเห็น เด็กในแต่ละช่วงวัยจะมีการพัฒนาการที่แตกต่างกัน ของเล่นที่จะเล่นก็แตกต่างกันไป เพื่อให้สอดคล้องกันในช่วงวัยต่างๆของเด็ก


ในช่วงวัย แรกเกิด ถึง 1 ปี หัดให้เด็กนั่งเอง หัดคลานไปหาสิ่งของต่างๆ เล่นจ๊ะเอ๋ ตบแผะ หัดให้หยิบจับสิ่งของเล็กๆด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้ แล้วเอาเข้าปาก เล่นปาของลงพื้นให้เกิดเสียงดัง เด็กเริ่มจะยกคอหรือศีรษะเพื่อดูโมบายในที่นอน จึงเลือกทำโมบายปลาหมึก เมื่อเด็กเห็นโมบายก็จะเอามือคว้าลงมา ทำให้เด็กได้ขยับร่างกาย

วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กแรกเกิดถึง1ปีสามารถเริ่มขยับร่างกายได้

ส่งเสริมพัฒนาการ พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา

วิธีเล่น แขวนไว้ให้สูงกว่าตัวเด็ก ให้เด็กมองดูแล้วเด็กจะพยายามจับซึ่งเด็กก็จะได้ขยับร่างกาย

ประโยชน์ เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย 





เด็กอายุ 1 ปี ถึง 2 ปี พาเดินเล่นบ่อยๆ หัดพูดเป็นคำๆจากสิ่งต่างๆแวดล้อมตัวเด็ก สอนให้ร้องเพลง เต้นตามจังหวะ เด็กจะมีความสนใจในเสียง จึงเลือกขวดแซก ให้กับเด็กในวัยนี้ เด็กจะเพลิดเพลินไปกับการเขย่าขวดและเสียงจังหวะในการเขย่า
วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กได้รู้จักใช้ร่างกายเคลื่อนไหว ขยับแขน ร่างกายในส่วนต่างๆ
วิธีเล่น เขย่าของเล่นให้เกิดเสียงต่างๆ เป็นจังหวะ
ประโยชน์ เด็กจะได้รู้การใช้ร่างกายมากขึ้น มีการจดจำเสียงจากของเล่น

 



เด็กอายุ 2 ปี ถึง 3 ปี

ส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง การวิ่งเล่น การเข้ากลุ่มกับเด็กอื่น ฝึกหัดการขีดเขียน ฝึกหัดการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน จึงเลือกกิจกรรมจับคู่สี เรียงตัวเลข ให้เด็กในช่วงอายุนี้ เพื่อให้เด็กได้จดจำสี ตัวเลข สัตว์

การส่งเสริม เด็กจะได้พัฒนาการส่งเสริมทางด้านร่างกายจากการขยับ พัฒนาการทางด้านภาษาจากการเลี้ยงตัวอักษรหรือตัวเลข

วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กได้รู้จักจดจำตัวเลข ตัวอักษร ได้

วิธีเล่น หมุนฝาขวดให้เรียงเลขจาก 1-10 หรือตัวอักษรที่เราทำไว้

ประโยชน์ เด็กจะได้เริ่มคิดและจดจำจากกิจกรรมที่ทำโดยการหมุนฝาขวดเรียงตามเลขหรือสีตัวอักษรเป็นต้น














ครั้งที่ 8

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ได้เรียนรู้วิธีการเขียน mind map ได้ถูกต้องโดยต้องแบ่งหน้าส่วนกระดาษให้สมดุลกัน วิธีเขียนควรเขียนตัวหนังสือให้มีหัว การแยกออกเป็นส่วนๆควรแยกให้ถูกต้อง มีวิธีการโยงเส้น และควรสรุปใจความสำคัญ ไม่ควรใส่เนื้อหาเยอะเกินไป mind map แผ่นนี้หนูทำไปหลายแผ่นมาก กว่าจะได้อันที่ถูกต้องที่สุด ทำให้เราจดจำวิธีการเขียนได้ถูกต้องมากที่สุด เนื้อหาไหนที่สามารถแตกได้อีก ก็แตกออกไปได้ แต่ควรวางแผนก่อนลงมือทำ เพราะจะทำให้การเขียนของเราไม่พอ หรือถ้าเยอะเกินไปไม่สมดุลกับอีกฝั่ง จะทำให้ดูไม่สวยงาม


ครั้งที่ 7

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ได้เรียนรู้พัฒนาการและกิจกรรมที่ควรทำกับในเด็กในช่วงอายุ แรกเกิด -1 ปี 1 - 2 ปี 2 - 3 ปี เป็นช่วงที่เด็กกำลังเกิดพัฒนาการด้านการเรียนรู้ พัฒนาการด้านปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารภาษาและมีความสนใจในสิ่งรอบตัวเป็นพิเศษ  ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยสามารถช่วยเสริมพัฒนาการเด็กได้ด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก ของเล่นเสริมทักษะเด็ก ของเล่นฝึกสมาธิเด็กด้วยเด็กวัยนี้มีพัฒนาการทางร่างกายและสมองรวดเร็วมาก ส่งเสริมพัฒนาการสมองลูกให้ถูกเวลาได้ ด้วยหน้าต่างแห่งโอกาส หรือช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้สู่สมองเด็กที่ “เปิดและปิดในระยะเวลาอันสั้น” หากเด็กได้รับการพัฒนาสมองที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่เหมาะสมก็จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ



เด็กอายุ แรกเกิด ถึง 1 ปี

        มองสบตาเด็กเมื่อเด็กอยู่ในระยะตื่นสงบ พยายามยิ้ม ทำสีหน้า แลบลิ้น ทำปากจู๋ พูดคุย ร้องเพลง ให้เด็กนอนคว่ำให้หัดยกศีรษะ ให้เด็กคว้าจับสิ่งของ และให้เล่นของเขย่าที่มีเสียงดัง พูดคุยเล่น หัวเราะทำท่าทางต่างๆให้เด็กเล่นด้วย หัดให้เด็กนั่งเอง หัดคลานไปหาสิ่งของต่างๆ เล่นจ๊ะเอ๋ ตบแผะ หัดให้หยิบจับสิ่งของเล็กๆด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้ แล้วเอาเข้าปาก เล่นปาของลงพื้นให้เกิดเสียงดัง หัดให้เลียนเสียงสูง ต่ำ ตามที่ผู้ใหญ่สอน เรียกชื่อเด็กบ่อยๆเพื่อให้รู้จักชื่อตนเอง


เด็กอายุ 1 ปี ถึง 2 ปี

พาเดินเล่นบ่อยๆ หัดพูดเป็นคำๆจากสิ่งต่างๆแวดล้อมตัวเด็ก สอนให้ร้องเพลง เต้นตามจังหวะ เลียนแบบผู้อื่น หัดกินอาหารด้วยช้อน ดื่มน้ำจากแก้วน้ำ ให้เล่นเตะบอล โยนบอล ให้หัดดูหนังสือและพลิกทีละหน้า ให้เข้าห้องน้ำ ถอดกางเกง



เด็กอายุ 2 ปี ถึง 3 ปี

ส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง การวิ่งเล่น การเข้ากลุ่มกับเด็กอื่น ฝึกหัดการขีดเขียน ฝึกหัดการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน การฝึกหัดขับถ่าย ฝึกหัดให้ควบคุมตนเองเวลาโกรธ โมโห สอนให้รักการอ่าน โดยมีคนทำเป็นตัวอย่าง






ครั้งที่ 6

 สื่อส่งเสริมการเรียนรู้ :สื่อสำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง วัสดุ ที่เด็กนำมาเล่นแล้วได้รับความสุข ได้ผ่อนคลาย ได้เรียนรู้ เป็นตัวกลางที่ทำให้เด็กเกิดความรู้จากการได้สัมผัส ได้ลงมือปฏิบัติช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง

                สื่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

                    •  เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวสาระความรู้จากครูสู่เด็ก

                    •  เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง

                    •  เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์

                    •  เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเข้าใจเรื่องยากๆด้วยความง่ายดาย

                    •  เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเกิดการค้นพบความรู้ด้วยตนเอง

 

สื่อ การสอนมีคุณค่าต่อระบบการเรียนการสอนหรือการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งคุณค่าที่เกิดขึ้นต่อผู้เรียน และผู้สอน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและมีบทบาทมากในกระบวนการเรียนการสอน ประเด็นสำคัญของคุณค่าของสื่อการสอน คือ สื่อการสอนช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

https://mediachildhood.blogspot.com/2014/11/21-2557.html




้ครั้งที่ 5

 ได้เรียนรู้ : เด็กปฐมวัยอยู่ในช่วงอายุ 3 - 5 ปี เด็กจะมีพัฒนาการทั้งหมด 4 ด้าน คือ ด้านร่ายกาย ด้านสติปัญญา ด้านสังคม และด้านอารมณ์  มีทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้วย ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ วิธรการเรียนรู้ของเด็ก หลักการอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมที่ที่เหมาะสมกับเด็ก สร้างสื่อการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อให้เด็กได้เรียนรู็และสนุกไปกับสื่อ สุดท้ายต้องมีการประเมินเพื่อดูพัฒนาการต่างๆของเด็กแต่ละคน 


พัฒนาการของเด็ก จะแบ่งออกเป็น 4 ด้านดังนี้

-   ด้านร่างกาย

    ด้านอารมณ์

-   ด้านสังคม

-   ด้านสติปัญญา

วิธีการเรียนรู้

-          เรียนรู้จากการปรับตัว

 -          เรียนรู้โดยการฝึกทักษะต่าง    และการฝึกหัดอบรม

 -          เรียนรู้โดยสัญชาติญาณ

 -          เรียนรู้โดยสัมผัสและสัมพันธ์กับคน  ธรรมชาติ  วัตถุ  สิ่งแวดล้อม

 -          เรียนรู้จากการเลียนแบบ

 -          เรียนรู้จากการกระตุ้น  จูงใจ  เสริมแรง

-          เรียนรู้จากการกล่อมเกลาจิตใจ  อารมณ์  สุนทรียภาพ






 


ครั้งที่ 14

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : การสะท้อนคิด สิ่งที่เราได้เรียนรู้ว่าทั้งเทอมนี้และความรู้สึกในการเรียน ในส่วนของความรู้เราได้เรียนรู้ องค์ประกอบของเด...